
ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง สมัยที่พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชย์ เมืองนี้เพียบพร้อมไปด้วยข้าทาสบริวาร ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ทรัพย์สินงอกเงย แต่ทว่าเบื้องหลังความสงบสุขนั้น กลับมีเรื่องราวอันน่าเศร้าซ่อนเร้นอยู่
ในพระราชวังแห่งนั้น มีพระราชธิดาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า กุณาลเทวี พระนางทรงมีรูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้า ผิวพรรณผุดผ่องดุจทองคำ ดวงเนตรกลมโตเป็นประกาย และพระเกศาดำขลับยาวสลวย แม้จะมีพระสิริโฉมเลิศลอยเพียงใด แต่พระนางกลับมีดวงตาข้างหนึ่งที่ผิดปกติ คือข้างซ้ายนั้นบอดสนิท
ความพิการนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ข้าราชบริพาร แต่พระเจ้าพรหมทัตทรงรักและทะนุถนอมพระราชธิดายิ่งนัก ทรงไม่เคยแสดงออกถึงความกังวลพระทัยใดๆ เกี่ยวกับความบกพร่องนี้ พระนางกุณาลเทวีเติบโตขึ้นมาอย่างดี ทรงได้รับการศึกษาอบรมตามประเพณีของเชื้อพระวงศ์ พระนางทรงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนรอบข้างเสมอ
วันหนึ่ง ขณะที่พระนางกุณาลเทวีทรงประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่ที่สวนดอกไม้ในพระราชวัง ทรงทอดพระเนตรเห็นนกน้อยตัวหนึ่งกำลังร้องเพลงอย่างไพเราะ พลันนั้นเอง พระนางก็ทรงรำพึงรำพันในพระทัย
“โอ้ นกน้อย เจ้าช่างมีชีวิตที่อิสระเสรีเสียจริง ร้องเพลงได้ขับขานตามใจนึก ดวงตาของเจ้าก็ดูสดใสแจ่มจ้า ไม่เหมือนดวงตาของข้าที่มืดมิดไปเสียข้างหนึ่ง”
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง
“เจ้าราชธิดาผู้เลอโฉม เหตุใดจึงทรงมีพระพักตร์เศร้าหมองเช่นนี้?”
พระนางกุณาลเทวีทรงหันไป ทรงเห็นชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ตรงหน้า เขาผู้นั้นคือ อุเทน ราชโอรสของกษัตริย์แคว้นใกล้เคียง ซึ่งทรงสนิทสนมกับพระเจ้าพรหมทัต และมักจะเสด็จมาเยือนกรุงพาราณสีอยู่เสมอ
“ท่านอุเทนหรือเพคะ” พระนางตรัสถามด้วยความประหลาดพระทัย “หม่อมฉันเพียงแต่กำลังรำพึงถึงโชควาสนาของตนเอง”
“มีสิ่งใดเล่าที่ทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย?” อุเทนทรงถามอย่างอ่อนโยน “พระองค์ทรงมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และพระเกียรติยศ”
กุณาลเทวีทรงถอนหายพระทัย “ท่านอุเทน ท่านไม่ทราบหรือว่า หม่อมฉันนั้นมีดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท”
อุเทนทรงก้มลงมองพระพักตร์ของกุณาลเทวีอย่างพินิจพิเคราะห์ “ข้าพเจ้ามิได้เห็นความบกพร่องใดๆ ในดวงตาของพระองค์เลย หากแต่เห็นแต่ความงดงามที่ส่องประกายออกมา”
คำพูดของอุเทนทำให้พระทัยของกุณาลเทวีเบาบางลง แต่ความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในพระทัย
วันเวลาผ่านไป อุเทนทรงมาเยี่ยมกุณาลเทวีบ่อยขึ้น ความสนิทสนมก็เพิ่มพูน จนแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้ง ทั้งสองทรงใช้เวลาพูดคุยกันในสวนดอกไม้บ้าง ในห้องสมุดบ้าง หรือแม้แต่เดินเล่นริมแม่น้ำ
อุเทนทรงหลงรักกุณาลเทวีอย่างหมดหัวใจ ทรงไม่เคยแลเห็นความพิการของนางเลยแม้แต่น้อย ทรงชื่นชมในสติปัญญา ความอ่อนโยน และจิตใจอันดีงามของนาง
“กุณาลเทวี” อุเทนทรงกล่าวในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง “ข้าพเจ้ามิอาจทนอยู่ได้หากปราศจากพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแสงสว่างเดียวในชีวิตของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงยอมเป็นชายาของข้าพเจ้าเถิด”
กุณาลเทวีทรงรู้สึกปลาบปลื้มพระทัยยิ่งนัก ทรงตอบรับคำมั่นสัญญาของอุเทน และทรงมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่แล้ว โชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อข่าวการหมั้นหมายระหว่างอุเทนและกุณาลเทวีแพร่สะพัดไปถึงหูของ ทุพเพฬกะ เสนาบดีผู้มีอำนาจและใจคดในกรุงพาราณสี
ทุพเพฬกะเองก็หมายปองกุณาลเทวีอยู่เหมือนกัน เขาเห็นว่าการหมั้นหมายครั้งนี้เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อแผนการของตน เขาจึงวางแผนการอันชั่วร้ายขึ้น
ในวันงานฉลองการหมั้นหมายอันยิ่งใหญ่ ทุพเพฬกะแสร้งทำเป็นป่วยหนัก และขอให้กุณาลเทวีไปดูแลที่ตำหนักของตน
“เจ้าหญิงของข้า” ทุพเพฬกะกล่าวด้วยเสียงอันอ่อนแรง “ข้าพเจ้ากำลังจะสิ้นใจ โปรดเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้าสักครั้งเถิด”
ด้วยความมีเมตตา กุณาลเทวีจึงทรงตอบรับคำขอร้องนั้น แม้จะทรงรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างก็ตาม
เมื่อกุณาลเทวีเสด็จมาถึงตำหนักของทุพเพฬกะ ทุพเพฬกะก็เผยธาตุแท้อันน่าสะอิดสะเอียนออกมา เขาบังคับให้กุณาลเทวีทรงทำร้ายดวงตาข้างที่ดีของพระนางด้วยปลายดาบ
“ถ้าเจ้าไม่ยอมทำลายดวงตาข้างที่ดีของเจ้า ข้าจะจับอุเทนไปทรมานให้ตาย!” ทุพเพฬกะข่มขู่ด้วยน้ำเสียงกระหายเลือด
กุณาลเทวีทรงหวาดกลัวอย่างสุดขีด แต่เพื่อช่วยชีวิตอุเทนอันเป็นที่รัก พระนางจึงจำใจต้องยอมทำตามคำสั่งอันโหดร้ายนั้น
ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส กุณาลเทวีทรงใช้ปลายดาบกรีดเข้าที่ดวงตาข้างขวาของพระนางจนบอดสนิท ทรงทรุดลงด้วยความปวดร้าว
เมื่อทุพเพฬกะเห็นว่าพระนางทรงบอดทั้งสองข้างแล้ว เขาก็หัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! บัดนี้เจ้าก็เหมือนกับข้าแล้ว! บอดสนิททั้งสองตา!”
จากนั้น ทุพเพฬกะก็จับกุณาลเทวีโยนทิ้งไว้ที่ชายป่า แล้วกลับเข้าวังไปโดยไม่ใยดี
กุณาลเทวีทรงร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ ทรงคลำหาทางไปเรื่อยๆ ด้วยความมืดมิดที่ปกคลุม ทรงหวังเพียงว่าสักวันหนึ่ง อุเทนจะทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด
อุเทนทรงรอคอยกุณาลเทวีอยู่นาน เมื่อเห็นว่านางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก็ทรงมีพระทัยกังวลเป็นอย่างยิ่ง ทรงออกตามหาพระนางไปทั่วทุกสารทิศ
วันหนึ่ง ขณะที่อุเทนทรงเดินทางผ่านป่า ทรงได้ยินเสียงร้องเพลงอันเศร้าสร้อยดังแว่วมา
“โอ้ ดวงตาของข้าที่เคยสดใส บัดนี้กลับมืดมิดเสียแล้ว...”
อุเทนทรงจำเสียงเพลงนี้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของกุณาลเทวี พระองค์ทรงรีบวิ่งตามเสียงเพลงไป และทรงพบกุณาลเทวีในสภาพที่น่าเวทนา
“กุณาลเทวี! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์!” อุเทนทรงอุทานด้วยความตกใจและเสียใจ
กุณาลเทวีทรงได้ยินเสียงของอุเทน ก็ทรงรีบเอ่ยออกมา
“ท่านอุเทน! ท่านมาแล้วหรือ! ข้า... ข้าถูกทุพเพฬกะทรมานให้บอดทั้งสองตา!”
อุเทนทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด ทรงโอบกอดกุณาลเทวีไว้แน่น
“ช่างเป็นคนใจร้ายอำมหิตยิ่งนัก! ข้าจะแก้แค้นให้พระองค์เอง!”
อุเทนทรงอุ้มกุณาลเทวีกลับเข้าพระราชวัง และทรงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ
พระเจ้าพรหมทัตทรงกริ้วอย่างยิ่ง ทรงสั่งให้ทหารไปจับกุมตัวทุพเพฬกะมาลงโทษ
ทุพเพฬกะถูกนำตัวมาเผชิญหน้ากับกุณาลเทวีและอุเทน เขาไม่สามารถปฏิเสธความผิดได้
“เจ้าผู้ทรยศ!” พระเจ้าพรหมทัตทรงตรัสด้วยเสียงก้องกังวาน “เจ้ากล้าทำร้ายลูกสาวของเราเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ทุพเพฬกะถูกลงโทษอย่างสาสมตามกฎหมาย
ส่วนกุณาลเทวี แม้จะทรงบอดสนิทไปทั้งสองตา แต่พระทัยของพระนางก็ยังคงเข้มแข็ง พระนางไม่เคยปริปากบ่น หรือแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
อุเทนทรงรักและดูแลกุณาลเทวีอย่างดีที่สุด พระองค์ทรงเป็นดวงตาให้กับพระนาง
ต่อมา อุเทนทรงอภิเษกสมรสกับกุณาลเทวี และทรงปกครองกรุงพาราณสีร่วมกัน
แม้ว่ากุณาลเทวีจะสูญเสียดวงตาไปทั้งสองข้าง แต่พระนางกลับทรงมีดวงตาแห่งปัญญาที่ส่องสว่างกว่าเดิม พระนางทรงเป็นที่ปรึกษาที่ดีของอุเทน และปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม
กุณาลเทวีทรงเป็นที่รักของประชาชนตลอดไป
ความดีงามของจิตใจ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่ารูปสมบัติภายนอก แม้จะสูญเสียสิ่งภายนอกไป ก็ไม่อาจทำลายคุณค่าที่แท้จริงได้ การเสียสละเพื่อคนที่รัก ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความรักที่แท้จริง
กุณาลเทวีทรงบำเพ็ญบารมี ขันติบารมี (ความอดทน) และ เมตตาบารมี (ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น) ด้วยการยอมเสียสละดวงตาของตนเองเพื่อช่วยชีวิตอุเทน
— In-Article Ad —
ความดีงามของจิตใจ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่ารูปสมบัติภายนอก แม้จะสูญเสียสิ่งภายนอกไป ก็ไม่อาจทำลายคุณค่าที่แท้จริงได้ การเสียสละเพื่อคนที่รัก ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความรักที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: กุณาลเทวีทรงบำเพ็ญบารมี ขันติบารมี (ความอดทน) และ เมตตาบารมี (ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น) ด้วยการยอมเสียสละดวงตาของตนเองเพื่อช่วยชีวิตอุเทน
— Ad Space (728x90) —
201ทุกนิบาตกุฏิทสูตรณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง นามว่า 'มัสสิสัปปะ' ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าดาบสผู้ทรงศีล มี...
💡 การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจย่อมนำมาซึ่งมิตรภาพและความสุข การมีจิตใจที่สันโดษ ไม่ยึดติดในวัตถุ ย่อมนำมาซึ่งความสงบที่แท้จริง
31เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ทรงเสียสละเพื่อพสกนิกรณ อาณาจักรมหาวัน อันเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ แต่กลับต...
💡 การเสียสละเพื่อส่วนรวมย่อมเป็นที่จดจำและเป็นมหากุศล
47เอกนิบาตโภชชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ทรง...
💡 ความไม่รู้จักพอในกามคุณ ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การรู้จักประมาณตน การมีเมตตาธรรม และการแบ่งปัน คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
128เอกนิบาตมหาปาลชาดกณ เมืองเวสาลี อันเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและภูมิปัญญา มีบุรุษผู้หนึ่งชื่อ ปาละ เขา...
💡 ความดีและความบริสุทธิ์ย่อมชนะความอิจฉาริษยาและคำใส่ร้าย
75เอกนิบาตสุภวาหุชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่ง ได้เสวยพระช...
💡 การทำความดี ย่อมส่งผลดีกลับคืนมาเสมอ แม้ในยามที่เราตกยาก ผู้อื่นก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเรา การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เพียงการแสดงความเมตตา แต่เป็นการสร้างบุญบารมี ที่จะส่งผลดีแก่ตัวเราในภายภาคหน้า
60เอกนิบาตผู้มีจิตบริสุทธิ์ณ กรุงสาวัตถีอันร่มเย็น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่า อุกกุฏฐิตะ เ...
💡 การให้ทานเป็นการสร้างบุญกุศล และทำให้จิตใจเบิกบาน การรู้จักแบ่งปันคือการเพิ่มพูนความสุขที่แท้จริง.
— Multiplex Ad —